วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภัยคุกคามระบบเครือข่ายสารสนเทศ


ภัยคุกคามระบบเครือข่ายสารสนเทศ


มัลแวร์ (Malware)
         คือความไม่ปกติทางโปรแกรม ที่สูญเสีย C (Confidentiality), I (Integrity) และ A (Availability) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด จนเกิดเป็นไวรัส เวิร์ม โทรจัน สปายแวร์ Backdoor และ Rootkit
          - การสูญเสีย C (Confidentiality) คือ สูญเสียความลับทางข้อมูล
          - การสูญเสีย I (Integrity) คือ สูญเสียความไม่เปลี่ยนแปลงของข้อมูล นั่นคือ ข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข โดยเฉพาะส่วนสาคัญที่เกี่ยวโยงกับระบบภายในระบบปฏิบัติการ
          - การสูญเสีย A (Availability) คือ สูญเสียเสถียรภาพของระบบปฏิบัติการ
ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) 
         คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บุกรุกเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ ส่วนมากมักจะมีประสงค์ร้ายและสร้างความเสียหายให้กับระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ บ่อยครั้งที่ผู้คนจะสับสนระหว่างไวรัสกับเวิร์ม เวิร์มนั้นจะมีลักษณะของการแพร่กระจายโดยไม่ต้องพึ่งพาหะ ส่วนไวรัสนั้นจะสามารถแพร่กระจายได้ก็ต่อเมื่อมีพาหะนาพาไปเท่านั้น เช่น ทางเครือข่าย หรือทางแผ่นดิสก์ โดยไวรัสนั้นอาจฝังตัวอยู่กับแฟ้มข้อมูล และเครื่องคอมพิวเตอร์จะติดไวรัสเมื่อมีการเรียกใช้แฟ้มข้อมูลนั้น
หนอนคอมพิวเตอร์ (computer worm) 
         คือ หน่วยย่อยลงมาจากไวรัสคอมพิวเตอร์ ปกติแล้ว หนอนคอมพิวเตอร์จะแพร่กระจายโดยไม่ผ่านการใช้งานของผู้ใช้ โดยมันจะคัดลอกและกระจายตัวมันเองข้ามเครือข่าย เช่น ระบบเครือข่าย หรือ อินเทอร์เน็ต เป็นต้น หนอนคอมพิวเตอร์สามารถทาลายข้อมูลและแบนด์วิทสร้างความเสียหายให้กับคอมพิวเตอร์รวมไปถึงการทาให้คอมพิวเตอร์หยุดทำงาน
ม้าโทรจัน (Trojan horse) 
        หมายถึง  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกบรรจุเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อลอบเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เช่น ข้อมูลชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน เลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่แฮกเกอร์จะส่งโปรแกรมเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อดักจับข้อมูลดังกล่าว แล้วนาไปใช้ในการเจาะระบบ และเพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์,เซิร์ฟเวอร์หรือระบบเครือข่ายอีกที ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อการโจมตีเพื่อ "ปฏิเสธการให้บริการ" (Denial of Services)
สปายแวร์ 
          คือ ประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกการกระทาของผู้ใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ และส่งผ่านอินเทอร์เน็ตโดยที่ผู้ใช้ไม่ได้รับทราบ โปรแกรมแอบดักข้อมูลนั้นสามารถรวบรวมข้อมูล สถิติการใช้งานจากผู้ใช้ได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับการออกแบบของโปรแกรม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบันทึกเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้าถึง และส่งไปยังบริษัทโฆษณาต่างๆ บางโปรแกรมอาจบันทึกว่าผู้ใช้พิมพ์อะไรบ้าง เพื่อพยายามค้นหารหัสผ่าน หรือเลขหมายบัตรเครดิต
ประตูหลัง (backdoor) 
         ในทางความมั่นคงของระบบคอมพิวเตอร์ หมายถึง รูรั่วของระบบรักษาความมั่นคง ที่ผู้ออกแบบหรือผู้ดูแลจงใจทิ้งไว้ โดยเป็นกลไกลลับทางซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่ใช้ข้ามผ่านการควบคุมความมั่นคง แต่อาจเปิดทางให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้ามาในระบบและก่อความเสียหายได้
Rootkit 
         เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อซ่อนอ็อบเจ็กต์ต่างๆ เช่น กระบวนงาน ไฟล์ หรือข้อมูลในรีจิสทรี แม้จะเป็นโปรแกรมที่อาจไม่เป็นอันตรายเสมอไป แต่ก็ถูกนามาใช้ในการซ่อนกิจกรรมที่เป็นอันตรายมากขึ้นในปัจจุบัน ทาให้คอมพิวเตอร์ใดๆ สามารถส่งสแปมหรือทาการโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ได้โดยที่ผู้ใช้เป้าหมายไม่สามารถล่วงรู้และโปรแกรมด้านความปลอดภัยทั่วไปไม่สามารถตรวจจับได้
           การโจมตีแบบอื่นๆ
การโจมตีแบบ DoS/DDoS 
           เป็นความพยายามโจมตีเพื่อทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางหยุดทางาน หรือสูญเสียเสถียรภาพ หากเครื่องต้นทาง(ผู้โจมตีมีเครื่องเดียว เรียกว่าการโจมตีแบบ Denial of Service (DoS) แต่หากผู้โจมตีมีมากและกระทาพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะเรียกว่าการโจมตีแบบ Distributed Denial of Service (DDoS) ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้าในปัจจุบัน ซึ่งมีภัยคุกคามมากมาย และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทาให้ปัจจุบันการโจมตีส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์ มักเป็นการโจมตีแบบ DDoS
BOTNET 
          เป็นเครือข่ายหุ่นรบที่ถือเป็นสะพานเชื่อมภัยคุกคามทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ด้วยมัลแวร์ทั้งหลายที่กล่าวในตอนต้นต้องการตัวนาทางเพื่อต่อยอดความเสียหาย และทาให้ยากแก่การควบคุมมากขึ้น ตัวนาทางที่ว่านี้ก็คือ Botnet ซึ่งก่อให้เกิดภัยคุกคามที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยลาพัง เช่น Spam, DoS/DDoS และ Phishing เป็นต้น
Spam Mail 
          หรืออีเมล์ขยะ เป็นขยะออนไลน์ที่ส่งตรงถึงผู้รับ โดยที่ผู้รับสารนั้นไม่ต้องการ และสร้างความเดือดร้อน ราคาญให้กับผู้รับได้ ในลักษณะของการโฆษณาสินค้าหรือบริการ การชักชวนเข้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งอาจมีภัยคุกคามชนิดphishing แฝงเข้ามาด้วย ด้วยเหตุนี้จึงควรติดตั้งระบบ anti spam หรือหากใช้ฟรีอีเมล์ เช่น hotmail, yahoo ก็จะมีโปรแกรมคัดกรองอีเมล์ขยะในชั้นหนึ่งแล้ว
Phishing 
          คือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เพื่อขอข้อมูลที่สาคัญเช่น รหัสผ่าน หรือหมายเลขบัตรเครดิต โดยการส่งข้อความผ่านทางอีเมลหรือเมสเซนเจอร์ตัวอย่างของการฟิชชิง เช่น การบอกแก่ผู้รับปลายทางว่าเป็นธนาคารหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือ และแจ้งว่ามีสาเหตุทาให้คุณต้องเข้าสู่ระบบและใส่ข้อมูลที่สาคัญใหม่ โดยเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปนั้น มักจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับเว็บที่กล่าวถึง Phishing แผลงมาจากคาว่า fishing แปลว่าการตกปลา ซึ่งมีความหมายถึง การปล่อยให้ปลามากินเหยื่อที่ล่อไว้
Sniffing 
           เป็นการดักข้อมูลที่ส่งจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังอีกเครื่องหนึ่ง หรือจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง เป็นวิธีการหนึ่งที่นักโจมตีระบบนิยมใช้
Hacking 
           เป็นการเจาะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะกระทาด้วยมนุษย์ หรือ อาศัยโปรแกรมแฮกหลากรูปแบบ ที่หาได้ง่ายในโลกอินเทอร์เน็ต แถมยังใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในคอมพิวเตอร์ก็สามารถเจาะระบบได้ จึงควรที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะเฝ้าระวังและป้องกันตนเองให้ปลอดภัย
แนวทางป้องกันภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ต
            เมื่อได้ทำความรู้จักกับภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ แล้ว จึงขอสรุป 10 วิธีป้องกันภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ต สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล
         - ตั้งสติก่อนเปิดเครื่อง
        - กำหนด Password ที่ยากแก่การคาดเดา
         - สังเกตขณะเปิดเครื่อง 
         - หมั่นตรวจสอบและอัพเดต OS
         - หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้
         - ไม่ลงซอฟต์แวร์มากเกินจำเป็น
         - ไม่ควรเข้าเว็บไซต์เสี่ยงภัย
         - สังเกตความปลอดภัยของเว็บไซต์ที่ ให้บริการธุรกรรมออนไลน์
         - ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวลงบนเว็บ Social Network
         - ศึกษาถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต
         - ไม่หลงเชื่อโดยง่าย
1. ตั้งสติก่อนเปิดเครื่อง
         - ก่อน Login เข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ ต้องมั่นใจว่าไม่มีใครแอบดู Password
         - เมื่อไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรล็อคหน้าจอให้อยู่ในสถานะที่ต้องใส่ค่า Login
         - อย่าประมาทในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ตระหนักไว้ว่าข้อมูลความลับ อาจถูกเปิดเผยได้เสมอในโลกออนไลน์
2. กำหนด Password ที่ยากแก่การคาดเดา
           ควรมีความยาวไม่ต่ากว่า 8 ตัวอักษร และใช้อักขระพิเศษ ไม่ตรงกับความหมายในพจนานุกรม เพื่อให้เดาได้ยากมากขึ้นและการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป เช่น การ Login ระบบ e-mail ระบบสนทนาออนไลน์ (Chat) หรือระบบเว็บไซต์ที่เราเป็นสมาชิกอยู่ ทางที่ดีควรใช้ Password ที่ต่างกันบ้างพอให้จำได้ หรือมีเครื่องมือช่วยจำ Password เข้ามาช่วย
3. สังเกตขณะเปิดเครื่อง
          สังเกตขณะเปิดเครื่องว่ามีโปรแกรมไม่พึงประสงค์รัน มาพร้อมๆกับการเปิดเครื่องหรือไม่ ถ้าดูไม่ทัน ให้ สังเกตระยะเวลาบูตเครื่อง หากนานผิดปกติ อาจเป็นไปได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ติดปัญหาจากไวรัส หรือปัญหาอื่นๆได้
4. หมั่นตรวจสอบและอัพเดท OS หรือซอฟต์แวรที่ใช้
         หมั่นตรวจสอบและอัพเดต OS หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ ให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน โดยเฉพาะโปรแกรมป้องกันภัยในเครื่อง เช่น โปรแกรมป้องกันไวรัส หรือโปรแกรมไฟร์วอลล์ และควรใช้ระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ควรอัพเดตอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจาก Application Software สมัยใหม่มักพึ่งพาอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์ ก่อให้เกิดช่องโหว่ใหม่ๆ
5. ไม่ลงซอฟต์แวร์มากเกินจำเป็น
         - Internet Browser
         - E-Mail
         - โปรแกรมทางด้านเอกสาร ตกแต่งภาพ เสียง วีดีโอ
         - โปรแกรมป้องกันไวรัส และโปรแกรมไฟร์วอลล์
6. ไม่ควรเข้าเว็บไซต์เสี่ยงภัย
         - เว็บไซต์ลามกอนาจาร
         - เว็บไซต์การพนัน
         - เว็บไซต์แนบไฟล์ .EXE
         - เว็บไซต์ที่ Pop-up หลายเพจ
         - เว็บไซต์ที่มีLinkไม่ตรงกับชื่อ
7. สังเกตความปลอดภัยของเว็บไซต์ที่ให้บริการ ธุรกรรมออนไลน์
    Web e-Commerce ที่ปลอดภัยควร มีลักษณะดังนี้
         - มีการทำ HTTPS เนื่องจาก HTTPS จะมีการเข้ารหัสข้อมูล
         - มีใบรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ CA (Certificate Authority)
         - มีมาตรฐาน (Compliance) รองรับ เช่น ผ่านมาตรฐาน PCI/DSS
8. ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวผ่าน Social Network
         - เลขที่บัตรประชาชน
         - หนังสือเดินทาง
         - ประวัติการทำงาน
         - เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว
         - ข้อมูลทางการแพทย์
         - หมายเลขบัตรเครดิต
9. ศึกษาถึงข้อกฏหมายเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ต
            ศึกษาถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ตามพระราช บัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  โดยมี หลักการง่ายๆ ที่จะช่วยให้สังคมออนไลน์สงบสุข คือ ให้คิดถึงใจเขาใจเรา หากเราไม่ชอบสิ่งใด ก็ไม่ควรทาสิ่งนั้นกับผู้อื่น และเวลาแสดง ความคิดเห็นบนกระดานแสดงความคิดเห็น (Web board) การรับส่ง e-mail หรือการกระทาใดๆกับข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
10. ไม่หลงเชื่อโดยง่าย
         
    จากวิธีป้องกันภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ต 10 วิธีข้างต้นถือแนวทางเพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานอินเทอร์เน็ต เพราะภัยคุกคามจากการใช้อินเทอร์เน็ตมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานของเราเอง การมีชุดซอฟต์แวร์ป้องกันในเครื่องมิใช่คาตอบสุดท้าย ความปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ล้วนแล้วแต่พึ่งพาสติและความรู้เท่าทันของเราเอง อีกทั้งควรระลึกไว้เสมอว่าความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มต้นจากตัวเองเสียก่อน หากผู้ใช้งานปลอดภัยระบบเครือข่ายภายในองค์กรนั้นก็จะปลอดภัย เครือข่ายองค์กรอื่นๆที่มาร่วมใช้งานระบบก็ปลอดภัย





บรรณานุกรม
          ภัยคุกคามในระบบสารสนเทศ.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก https://sites.google.com/site/armnaclub555/phay-khukkham-ni-rabb-sarsnthes.  (วันที่ค้นข้อมูล : 24 พฤศจิกายน 2557).

ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ


ปัญหาสังคมจากเทคโนโลยีสารสนเทศ จริยธรรม และกฎหมาย

เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์
-การใช้โทรศัพท์มือถือมีเครื่องมือที่ใช้ในการช่วยจำหมายเลขโทรศัพท์ ทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมีความรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องทำการจดจำ หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่ต้องการติดต่อด้วยอีกต่อไป
-พฤติกรรมในการซื้อสินค้าจากเดิมอาจจะต้องไปซื้อสินค้าด้วยตนเองที่ร้านค้าก็เปลี่ยนเป็นสั่งซื้อผ่านทางอินเทอร์เน็ต
-พฤติกรรมในการติดต่อสื่อสารกันจากเดิมที่อยู่ในรูปของจดหมายมีน้อยลงแต่จะเปลี่ยนเป็นใช้การติดต่อผ่าน E-mail  แทน 

-พฤติกรรมในการค้นหาข้อมูลจากเดิมจะค้นหาข้อมูลจากห้องสมุด ก็เปลี่ยนเป็นค้นหาจากอินเทอร์เน็ตโดยส่วนใหญ่
เทคโนโลยีสารสนเทศและสังคมมีผลกระทบซึ่งกันและกัน
สังคมมีผลต่อเทคโนโลยีสารสนเทศมีแรงผลักดันจากสังคมให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆเช่น
-เนื่องจากสถานภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการออกแบบให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานหลาย ๆ งาน ได้ในขณะเดียวกัน เพื่อทำให้ประหยัดทรัพยากร
-จากกระแสความต้องการการสื่อสารที่รวดเร็วทั่วถึงได้ผลักดันให้เกิดอินเทอร์เน็ตขึ้น

เทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น
-เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดรูปแบบสังคมแบบใหม่ที่มีการ  พบปะพูดคุยในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต     
-การติดต่อสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อาจจะทำให้เกิดการล่อลวงกัน จนเกิดเป็นคดีต่างๆ -การเข้าถึงข้อมูลและกระจายข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ง่ายเกินไป  มีผลต่อกลุ่มบุคคลที่ไม่ควรที่จะได้รับข้อมูลเหล่านั้น เช่น ภาพที่ไม่เหมาะสม
     
เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลต่อการดำเนินชีวิต

-มีความรู้สึกโดยทั่วกันว่าต้องสามารถติดต่อผู้ที่มีมือถือได้โดยสะดวก หากบางครั้งก็พบอุปสรรค เช่น บางครั้งคู่สนทนาอยู่ในที่อับสัญญาณทำให้กระทบต่อการติดต่อสื่อสาร

-เทคโนโลยี สารสนเทศช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น คอมพิวเตอร์ถูกฝังอยู่ในอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน อาทิ โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ  สภาพชีวิตความเป็นอยู่จึงเปลี่ยนไป เป็นต้น
-ระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการจ่ายไฟให้กับพลเมืองเกิดขัดข้อง จะก่อให้เกิดผลเสียมากมายรวมทั้งเกิดความวุ่นวายต่าง ๆ

 ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
-ปัญหาเด็กติดเกมส์
-ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์
-ปัญหาสังคมเสื่อมโทรมจากการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด 
-ปัญหาอาชญากรรมต่อชีวิตที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
-ปัญหาอาชญากรรมต่อข้อมูล
-ปัญหาการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น คุกกี้ การนำภาพบุคคลมาตกแต่งดัดแปลงเพื่อให้เกิดการเข้าใจผิด  

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระมัดระวังไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้อื่น ตั้งใจทำกิจกรรมจะเสริมสร้างคุณงามความดีและเป็นประโยชน์อยู่เสมอ ทำการศึกษาหาความรู้ว่ากิจกรรมประเภทใดเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ และกิจกรรมประเภทใดสามารถสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้




บรรณานุกรม
         

    ปัญหาสังคมจากเทคโนโลยีสารสนเทศ จริยธรรม และกฎหมาย.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก http://iam.hunsa.com/angletoro/article/22435 (วันที่ค้นข้อมูล : 24 พฤศจิกายน 2557).




วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม


แบบฝึกหัดบทที่ 8

การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม

จงพิจารณากรณีศึกษานี้

1) “นาย A ทำการเขียนโปรแกรมขึ้นมาโปรแกรมหนึ่งเพื่อทดลองโจมตีการทำงานของคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ โดยทำการระบุ IP-Address โปรแกรมนี้สร้างขึ้นมาเพื่อทดลองในงานวิจัย นาย B ที่ เป็นเพื่อนสนิทของนาย A ได้นำโปรแกรมนี้ไปทดลองใช้แกล้งนางสาว C เมื่อนางสาว C ทราบเข้าก็เลยนำโปรแกรมนี้ไปใช้และส่งต่อให้เพื่อนๆ ที่รู้จักได้ทดลอง” การกระทำอย่างนี้ ผิดจริยธรรม หรือผิดกฎหมาย ใดๆ หรือไม่ หากไม่ผิดเพราะเหตุใด และหากผิด ผิดในแง่ไหน จงอธิบาย 
 
   =ผิดจริยธรรม เพราะ ผู้ใดประสงค์แจกจ่าย แสดง อวดทำ ผลิตแก่ประชาชนหรือทำให้
 
     เผยแพร่ซึ่งเอกสาร ภาพระบายสีสิ่งพิมพ์ แถบบันทึกเสียง บันทึกภาพหรือเกี่ยวเนื่องกับ
 
     สิ่งพิมพ์ดังกล่าวถือว่าเป็นการผิดจริยธรรม

2) “นาย J ได้ทำการสร้างโฮมเพจ เพื่อบอกว่าโลกแบนโดยมีหลักฐาน อ้างอิงจากตำราต่างๆ อีกทั้ง รูปประกอบ เป็นการทำเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้ใช้ในการอ้างอิงทางวิชาการใดๆ เด็กชาย K เป็นนักเรียน ในระดับประถมปลายที่ทำรายงานส่งครูเป็นการบ้านภาคฤดูร้อนโดยใช้ข้อมูลจากโฮ มเพจของนาย J” การ กระทำอย่างนี้ ผิดจริยธรรม หรือผิดกฎหมายใดๆ หรือไม่ หากไม่ผิดเพราะเหตุใด และหากผิด ผิดในแง่ไหน จงอธิบาย 
 
    =ผิดกฏหมาย เพราะ เป็นการสร้างโอมเพจขึ้นมาเพื่อเป็นการกระทำที่สนุกสนานของตน
 
      เองโดยการอ้างอิงจากตำราก็ตาม ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายเพราะถือว่าเป็น
 
      การละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอีกด้วย
 

ความปลอดภัยของสารสนเทศ


แบบฝึกหัดบทที่ 7

ความปลอดภัยของสารสนเทศ

จงตอบคำถามต่อไปนี้  

1.หน้าที่ของไฟร์วอลล์ (Firewall) คือ การควบคุมการเข้าออกของข้อมูลระหว่างเครือข่าย

  คอมพิวเตอร์เพื่อให้ภายในองค์กรมีความปลอดภัยจากการบุกรุกของผู้ไม่ประสงค์ดีจากภาย

  นอก ซึ่งหากพิจารณาหน้าที่ของไฟร์วอลล์แล้วจะเห็นว่าการทำงานจะทำให้เกิดผลทั้งด้านดี

  และด้านไม่ดี ผลกระทบด้านดีได้แก่ มีกระบวนการพิสูจน์ตัวจริงของผู้ใช้ มีการบันทึกสถิติ

  และกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างเครือข่ายและเครือข่ายมีความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจาก

  ไฟร์วอลล์บางชนิดมีคุณสมบัติในการซ่อนไม่ให้เครือข่ายภายนอกสามารถติดต่อกับเครือ

  ข่ายภายในได้โดยรง หากพิจารณาถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการติดตั้งไฟร์วอลล์ก็จะพบ

  ว่ามีบางประการ เช่น การเกิดความหนาแน่นของการสื่อสารเพราะข้อมูลทั้งหมดจะต้องผ่าน

  ไฟร์วอลล์จุดเดียวหรือหากไฟร์วอลล์ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติจะทำให้การสื่อสาร

  ระหว่างเครือข่ายหยุดชะงักได้ 

2.จงอธิบายคำศัพท์ต่อไปนี้ ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสคอมพิวเตอร์ worm,virus computer,

   spy ware,adware มาอย่างน้อย 1 โปรแกรม

   =Worm(หนอนอินเตอร์เน็ต)เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัสแต่แพร่

     กระจายฝ่ายเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครื่องอื่นๆที่ต่ออยู่บนเครื่องเดียวกัน

     ลักษณะการแพร่กระจายคล้ายกับตัวหนอนที่เจาะไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ

     Spy ware คือโปรแกรมที่แฝงเข้ามาในคอมพิวเตอร์ขณะที่เราท่องอินเตอร์เน็ตถูกเขียนขึ้น

     มาสอดส่องการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราและจะทำการเก็บพฤติกรรมการใช้งาน

     อินเตอร์เน็ตของเรา รวมถึงข้อมูลส่วนตัวหลายๆอย่าง 

3.ไวรัสคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง 
   
   =ไวรัสคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 5 ชนิด ได้แก่ 1)บูตไวรัส(boot virus)คือไวรัส

      คอมพิวเตอร์ที่แพร่เข้าสู่เป้าหมายในระหว่างเริ่มทำการบูตเครื่อง ส่วนมาก มันจะติดต่อเข้า

      สู่แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ระหว่างกำลังสั่งปิดเครื่อง เมื่อนำแผ่นที่ติดไวรัสนี้ไปใช้กับเครื่อง  

      คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ไวรัสก็จะเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ตอนเริ่มทำงานทันที

      2)ไฟล์ไวรัส(file virus)ใช้เรียกไวรัสที่ติดไฟล์โปรแกรม เช่นโปรแกรมที่ดาวน์โหลดจาก

      อินเทอร์เน็ตนามสกุล.exe โปรแกรมประเภทแชร์แวร์เป็นต้น 

      3)มาโครไวรัส(macro virus)คือไวรัสที่ติดไฟล์เอกสารชนิดต่างๆซึ่งมีความสามารถใน

      การใส่คำสั่งมาโครสำหรับทำงานอัตโนมัติในไฟล์เอกสารด้วย ตัวอย่างเอกสารที่สามารถ

      ติดไวรัสได้ เช่น ไฟล์ไมโครซอฟท์เวิร์ด ไมโครซอฟท์เอ็กเซล เป็นต้น

      4)หนอน(Worm)เป็นรูปแบบหนึ่งของไวรัสมีความสามารถในการทำลายระบบในเครื่อง

      คอมพิวเตอร์สูงที่สุดในบรรดาไวรัสทั้งหมด สามารถกระจายตัวได้รวดเร็วผ่านทางระบบ

      อินเทอร์เน็ต ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าหนอนนั้นคงจะเป็นลักษณะของการกระจายและทำลาย 

      ที่คล้ายกับหนอนกินผลไม้ที่สามารถกระจายตัวได้มากมาย รวดเร็ว และเมื่อยิ่งเพิ่มจำนวน

      มากขึ้นระดับการทำลายล้างยิ่งสูงขึ้น

      5)ม้าโทรจัน(Trojan)คือโปรแกรมจำพวกหนึ่งที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแอบแฝงกระทำ

      การบางอย่างในเครื่องของเราจากผู้ที่ไม่หวังดี 

4.ให้นิสิตอธิบายแนวทางในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์มาอย่างน้อย 5 ข้อ  

   =1)ควรติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ และสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสและ

      เครื่องมือได้ตลอเพราะจะทำให้สามารถดักจับและจัดการกับไวรัสตัวใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว
      
      2)อย่าตั้งค่าให้โปรแกรมอีเมลเปิดไฟล์ที่แนบมาโดยอัตโนมัติ ควรจะต้องตรวจสอบก่อน

      ดาวน์โหลดหรือเปิดไฟล์ขึ้นมา

      3)สแกนไฟล์แนบท้ายของอีเมลทุกฉบับหรือแม้แต่อีเมลจากคนรู้จัก

      4)ตั้งค่าระบบป้องกันให้ทำงานทันทีที่เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ใช้งาน

      5)อัพเดทซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเป็นไปได้ควรอัพเดททุกครั้งที่

      ออนไลน์ เพราะจะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน

5.มาตรการด้านจริยธรรมคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับสังคม

   ปัจจุบันได้แก่ 

   =ปัจจุบันได้มีความพยายามจะแก้ไขปราบปรามการเผยแพร่อย่างต่อเนื่องโดยมีประเด็น

      ดังนี้ ผู้ใดประสงค์แจกจ่าย แสดง ผลิตแก่ประชาชนหรือทำให้เผยแพร่ซึ่งเอกสาร 

      ภาพระบายสีสิ่งพิมพ์ แถบบันทึกเสียง บันทึกหรือเกี่ยวเนื่องกับสิงพิมพ์ดังกล่าว มีโทษ

      จำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน


แบบฝึกหัดบทที่ 6

การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน

จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1.การประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นความหมายของข้อใด?
    1.เทคโนโลยีสารสนเทศ 
    2.เทศโนโลยี 
    3.สารสนเทศ 
    4.พัฒนาการ

    = 2.เทศโนโลยี  

2.เทคโนโลยีสารสนเทศใดก่อให้เกิดผลด้านการเสริมสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม?
   1.ควบคุมเครื่องปรับอากาศ 
   2.ระบบการเรียนการสอนทางไกล
   3.การสร้างสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 
   4.การพยากรณ์อากาศ

   = 2.ระบบการเรียนการสอนทางไกล 

3.การฝากถอนเงินผ่านเอทีเอ็ม (ATM) เป็นลักษณะเด่นของเทคโนโลยีสารสนเทศข้อใด?
   1.ระบบอัตโนมัติ 
   2.เปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย
   3.เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่างๆ
   4. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

   = 1.ระบบอัตโนมัติ  

4.ข้อใดคือการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ?
   1.ระบบการโอนถ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
   2.บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต
   3.การติดต่อข้อมูลทางเครือข่าย
   4.ถูกทุกข้อ

   = 4.ถูกทุกข้อ

5.เทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึงข้อใด? 
   1.การประยุกต์เอาความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ 
   2.ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี
   3.การนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาสร้างข้อมูลเพิ่มให้กับสารสนเทศ
   4.การนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูล 

   = 1.การประยุกต์เอาความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์
 
6.เครื่องมือที่สำคัญในการในการจัดการสารสนเทศในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร?
   1.เทคโนโลยีการสื่อสาร
   2.สารสนเทศ
   3.คอมพิวเตอร์
   4.ถูกทุกข้อ

   = 4.ถูกทุกข้อ 

7.ข้อใดไม่ใช่บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ?
   1.เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
   2.เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน หรือสอบถามผลสอบได้
   3.เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้บุคคลทุกระดับติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว
   4.เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้มีการสร้างที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ

   = 4.เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้มีการสร้างที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ

8.ข้อใดไม่ใช่อุปกรณ์ที่ช่วยงานด้านสารสนเทศ?
   1.เครื่องถ่ายเอกสาร
   2.เครื่องโทรสาร
   3.เครื่องมินิคอมพิวเตอร์
   4.โทรทัศน์ วิทยุ 

   = 4.โทรทัศน์ วิทยุ 
 
9.ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ?
   1.เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานธุรกิจ
   2.พัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และการสื่อสาร
   3.ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
   4.จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น

   = 3.ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

10.ข้อใดคือประโยชน์ที่ได้จากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับการเรียน? 
   1.ตรวจสอบผลการลงทะเบียน ผลการสอบได้
   2.สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ทั่วโลกได้
   3.ติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ครู อาจารย์ หรือส่งงานได้ทุกที่   
   4.ถูกทุกข้อ

   = 4.ถูกทุกข้อ

การจัดการสารสนเทศ



แบบฝึกหัดบทที่ 5

การจัดการสารสนเทศ

จงตอบคำถามต่อไปนี้

1.จงอธิบายความหมายของการจัดการสารสนเทศ

   =การจัดการสารสนเทศ หมายถึง การทำกิจกรรมหลักต่างๆในการจัดหาการจัดโครงสร้าง  

     การควบคุม ผลิต การเผยแพร่และการใช้สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ

     องค์กรทุกประเภทอย่างมีประสิทธิภาพ

2.การจัดการสารสนเทศมีความสําคัญต่อบุคคลและต่อองค์การอย่างไร 

   =การจัดการสารสนเทศมีความสำคัญต่อบุคคลในด้านการำรงชีวิตประจำวัน การศึกษาและ

     การทำงานประกอบอาชีพต่างๆ การจัดการสารสนเทศอย่างเป็นระบบโดยการจัดทำฐาน

     ข้อมูลส่วนบุคคลการดำรงชีวิต การศึกษาและการประกอบอาชีพ

3.พัฒนาการของการจัดการสารสนเทศแบ่งออกเป็นกี่ยุค อะไรบ้าง 

  =ยุคอียิปต์โบราณใช้กระดาษปาปิรัสเขียนข้อมูล หอสมุดอเล็กซานเดรีย
    
    (Library of Alexandria)สร้างโดยพระเจ้าปโทเลมีที่ 1 ในช่วง 285 ปีก่อนคริสตศักราช 

    ต่อมาได้มีการใช้หนังสัตว์เย็บเป็นรูปเล่มหนังสือเรียกว่าโคเด็กซ์(Codex)

    ในสมัยเปอร์กามัน(Pergamun)แห่งกรีกในช่วง 197-159 ปีก่อนคริสตศักราช


4.จงยกตัวอย่างการจัดการสารสนเทศที่นิสิตใช้ในชีวิตประจำวันมาอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง

   =การยืม-คืน หนังสือของห้องสมุดในมหาวิทยาลัย

     การใช้บัตร ATM

     การลงทะเบียนเรียน